วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2555

บทที่ 9 สร้างงานนำเสนอแบบวีดีโอ


การบันทึกและกำหนดเวลาการเคลื่อนที่ของคำบรรยายเสียงและตัวชี้

 หมายเหตุ   เมื่อต้องการบันทึกและเล่นคำบรรยาย คอมพิวเตอร์ต้องติดตั้งการ์ดเสียง ไมโครโฟน และลำโพง
งานนำเสนอที่ดีจะต้องมีเนื้อหาที่รวบรัดโดยได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมจากลักษณะท่าทางและการอภิปรายของผู้นำเสนอ เมื่อคุณสร้างงานนำเสนอในรูปแบบวิดีโอ คุณอาจจะต้องการที่จะ "จับเก็บ" องค์ประกอบของมนุษย์ในงานนำเสนอโดยการบันทึกและกำหนดเวลาของเสียงบรรยาย และแม้กระทั่งการเคลื่อนไหวของตัวชี้เลเซอร์
คุณสามารถบันทึกงานนำเสนอของคุณก่อนที่จะแสดงงานนำเสนอนั้นแก่ผู้ชม หรือคุณสามารถบันทึกคำบรรยายขณะที่กำลังทำการนำเสนอไปยังผู้ชมแบบสดๆ และรวมข้อคิดเห็นและคำถามไว้ในการบันทึกได้
สำหรับกระบวนงานเกี่ยวกับวิธีการบันทึกและกำหนดเวลาของการบรรยายในการนำเสนอภาพนิ่ง โปรดดูที่ การเพิ่มคำบรรยายในงานนำเสนอ และสำหรับกระบวนงานเกี่ยวกับวิธีการใช้งานตัวชี้เลเซอร์ ให้ดูที่ เปลี่ยนเมาส์ให้เป็นตัวชี้เลเซอร์

การบันทึกงานนำเสนอของคุณเป็นวิดีโอ

สร้างวิดีโอ
  1. สร้างงานนำเสนอของคุณ
  2. (ทำหรือไม่ก็ได้) บันทึกและเพิ่มคำบรรยายและการกำหนดเวลาให้กับการนำเสนอภาพนิ่ง และ เปลี่ยนตัวชี้เมาส์ของคุณเป็นตัวชี้แบบเลเซอร์
  3. บันทึกงานนำเสนอ
  4. บนเมนู แฟ้ม ให้คลิก บันทึกและส่ง
  5. ภายใต้ บันทึกและส่ง ให้คลิก สร้างวิดีโอ
  6. เมื่อต้องการแสดงตัวเลือกคุณภาพและขนาดของวิดีโอทั้งหมด ภายใต้ สร้างวิดีโอ ให้คลิกลูกศรลงที่ คอมพิวเตอร์และจอภาพแบบ HD
  7. ให้เลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้
    • เมื่อต้องการสร้างวิดีโอที่มีคุณภาพสูงมาก ซึ่งแฟ้มจะมีขนาดใหญ่ ให้คลิก คอมพิวเตอร์และจอภาพแบบ HD
    • เมื่อต้องการสร้างวิดีโอที่มีขนาดแฟ้มปานกลางและมีคุณภาพปานกลาง ให้คลิก อินเทอร์เน็ตและดีวีดี
    • เมื่อต้องการสร้างวิดีโอที่มีขนาดแฟ้มเล็กที่สุด แต่มีคุณภาพต่ำ ให้คลิก อุปกรณ์พกพา
 เคล็ดลับ   คุณสามารถทดสอบเพื่อดูว่าตัวเลือกใดที่ตรงกับความต้องการของคุณ
  1. คลิกลูกศรลงที่ ไม่ใช้คำบรรยายและการกำหนดเวลาที่บันทึกไว้ แล้วเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้
    • ถ้าคุณไม่ได้บันทึกและกำหนดเวลาการเคลื่อนที่ของคำบรรยายเสียงและตัวชี้แบบเลเซอร์ไว้ ให้คลิก ไม่ใช้คำบรรยายและการกำหนดเวลาที่บันทึกไว้
 เคล็ดลับ   เวลาที่ใช้ในแต่ละภาพนิ่งถูกกำหนดค่าเริ่มต้นไว้ที่ 5 วินาที เมื่อต้องการเปลี่ยนแปลง ทางด้านขวาของ วินาทีที่จะใช้ในแต่ละภาพนิ่ง ให้คลิกลูกศรขึ้นเพื่อเพิ่ม หรือลูกศรลงเพื่อลดจำนวนวินาที
  • ถ้าคุณได้บันทึกและกำหนดเวลาการเคลื่อนที่ของคำบรรยายและตัวชี้ไว้ ให้คลิก ใช้คำบรรยายและการกำหนดเวลาที่บันทึกไว้
  1. คลิก สร้างวิดีโอ
  2. ในกล่อง ชื่อแฟ้ม ให้ใส่ชื่อแฟ้มสำหรับวิดีโอ เรียกดูโฟลเดอร์ที่จะใช้เก็บแฟ้มนี้ แล้วคลิก บันทึก คุณสามารถติดตามความคืบหน้าของการสร้างวิดีโอโดยการดูที่แถบสถานะทางด้านล่างของหน้าจอของคุณ การสร้างวิดีโออาจกินเวลาหลายชั่วโมงขึ้นอยู่กับความยาวของวิดีโอและความซับซ้อนของงานนำเสนอ
 เคล็ดลับ   สำหรับวิดีโอที่มีความยาวมาก คุณสามารถตั้งค่าให้มีการสร้างในช่วงข้ามคืน ด้วยวิธีนี้ วิดีโอจะพร้อมให้คุณใช้ได้ในเช้าวันถัดมา
  1. เมื่อต้องการเล่นวิดีโอที่สร้างขึ้นใหม่ ให้ไปยังตำแหน่งที่ตั้งของโฟลเดอร์ที่กำหนด แล้วคลิกสองครั้งที่แฟ้มนั้น

ส่วนใดของงานนำเสนอที่จะไม่รวมอยู่ในวิดีโอ

รายการต่อไปนี้จะไม่รวมอยู่ในวิดีโอที่คุณสร้างโดยใช้ PowerPoint
  • สื่อที่แทรกลงใน PowerPoint รุ่นก่อนหน้า เมื่อต้องการรวมสื่อเหล่านี้ด้วย คุณสามารถแปลงหรือปรับรุ่นวัตถุสื่อนี้ได้
     เคล็ดลับ    ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณแทรกสื่อโดยใช้ PowerPoint 2007 สื่อดังกล่าวจะถูกเชื่อมโยงและจะเล่นในงานนำเสนอ  อย่างไรก็ตาม เมื่อคุณส่งออกแฟ้มเป็นวิดีโอ สื่อที่เชื่อมโยงจะถูกลบ  คุณสามารถแปลงแฟ้มเป็นรูปแบบแฟ้มใหม่ (คลิกแท็บ แฟ้ม และภายใต้ข้อมูล คลิก แปลง) - หรือคุณสามารถคลิกขวาที่วัตถุสื่อ แล้วคลิกเพื่อปรับรุ่น ซึ่งจะเป็นการฝังแฟ้มและส่งออกแฟ้มอย่างถูกต้อง
  • สื่อ QuickTime (เว้นแต่คุณจะมี QuickTime code ffdShow ของบริษัทอื่นติดตั้งอยู่) และคุณต้องปรับให้เหมาะสมเพื่อความเข้ากันได้
  • แมโคร
  • ตัวควบคุม OLE/ActiveX

จะทำอะไรกับวิดีโอหลังจากที่คุณสร้างมันขึ้น

หลังจากที่คุณสร้างวิดีโอแล้ว คุณสามารถแบ่งปันกับผู้อื่นด้วยวิธีการดังนี้
  • ใช้อีเมลในการส่งงานนำเสนอหรือการเชื่อมโยงไปยังงานนำเสนอ
  • บันทึกภาพนิ่งลงในแผ่นดีวีดี
  • อัปโหลดวิดีโอไปที่เว็บไซต์ที่แบ่งปันวิดีโอเช่น YouTube
  • บันทึกไว้ที่การใช้แฟ้มร่วมกันหรือตำแหน่งที่ตั้งอื่น

  • ปัจจุบันงานวีดีโอได้เข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้นในแทบทุกวงการ นั้นเป็นเพราะต้นทุนกานผลิตที่ถูกลงและเทคนิคการตัดต่อจากโปรแกรมต่างๆ ที่รวดเร็วง่ายดาย ส่งผลให้หน่วยงานทั่วไปหันมาใช้วีดีโอเป็นสื่อทดแทนการนำเสนอในรูปแบบเดิมๆในที่นี้จาขอแนะนำประโยชน์ของงานวีดีโอเบื้องต้นดังต่อไปนี้
  • แนะนำองค์กรและหน่วยงาน
    การสร้างงานวีดีโอเพื่อนำสนานที่ต่างๆหรือในนำเสนอข้อมูลภายในหน่วยงาน
    และองค์กรถูกนำเข้ามาใช้เพื่อสร้างความน่าสนใจให้กลับผู้ฟัง และก่อให้เกิดความเข้าใจในตัวงานได้ง่ายขึ้น 
    บันทึกความทรงจำ และเหตุการณ์สำคัญต่างๆ
    ในอดีตเมื่อเราไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ หรือจัดงานพิเศษ เช่น งานวันเกิด งานแต่งงาน งานรับปริญญา งานเลี้ยง ของบริษัทเรานิยมเก็บภาพเหล่านั้นไว้ในรูปแบบของภาพถ่ายที่เป็นภาพนิ่งเสียเป็นส่วนใหญ่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่บันทึกความทรงจำเหล่านั้นไว้ในรูปแบบของวีดีโอ แต่ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาไปมากในปัจจุบันทำให้กล้องวีดีโอมี่ราคาต่ำลง จึงสามารถหาซื้อ
    มาเป็นเจ้าของได้ไม่ยาก


    รูปที่ 2.98ใช้งานวีดีโอ ถูกนำเข้ามาใช้แทนการเสนอแบบเดิมเช่น แผ่นใส หรือสไลด์หรือสไลด์
    เราสามารถสร้างไตเติ้ลใส่ดนตรีประกอบพากษ์เสียงบรรยายและใส่เทคนิคพิเศษต่างๆ
    ลงไปในงานวีดีโอที่ถ่ายมาโดยคลิกปุ่มไม่กี่ปุ่มเท่านั้นเอง ซึ่งเราจะได้เรียนรู้วิธีการเหล่านี้ในบท
    ต่อๆไป                           

    รูปที่ 2.99กล้องวีดีโอปัจจุบันราคาต่ำลงมากและสามารถเป็นเจ้าของได้ไม่ยาก
    ทำสื่อการสอนเพื่อการศึกษา
    คุณครูสามารถสร้างสื่อการสอนในรูปแบบวีดีโอได้เช่นสื่อการสอนสนทนาภาษาอังกฤษ คุณครูอาจสัมภาษณ์ชาวต่างชาติที่มาอยู่ในเมืองไทยหรือจัดทำเป็นวีดีโอสอนวิธีใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ เป็นต้น



    รูปที่ 2.100ใช้งานวีดีโอมาช่วยในการสร้างสื่อ การสอน
    นำเสนอรายงาน วิทยานิพนธ์ และงานวิจัยต่างๆ
    เปลี่ยนวิธีนำเสนอรายงานจากการใช้เพียงภาพประกอบ แผ่นชาร์ต หรือแผ่นใส มานำเสนอในรูปแบบของวีดีโอก็จะทำให้ผู้ฟังบรรยายได้เห็นภาพชัดเจนขึ้น และเกิดความเข้าได้ง่าย น่าสนใจกว่าการนำเสนอที่มีแต่ข้อมูลและภาพนิ่งเพียงอย่างเดียว
    วีดีโอสำหรับบุคคลพิเศษ
    บุคคลพิเศษในที่นี้อาจหมายถึงวิทยากรที่เราเชิญมาบรรยายผู้จัดการที่กำลังจะเกษียณอายุ เจ้าของวันเกิด คู่บ่าวสาว เพื่อเป็นการให้เกียรติและสร้างความประทับใจให้กับเจ้าของงาน และยังช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีไม่น้อย    



    รูปที่ 2.101ตัวอย่างการจัดทำวีดีโอให้สำหรับงานแต่งให้กับคู่บ่าวสาว
    ทั้งหมดที่กล่าวมานี้คือส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้เรามองเห็นความสำคัญของงานวีดีโอมากขึ้น และได้รู้ว่าการทำวีดีโอนั้น ไม่ได้ลงทุนมากและยุ่งยากในการทำอย่างที่คิด


    แนวคิดในการสร้างงานวีดีโอ
    ก่อนที่เราจะลงมือสร้างผลงานวีดีโอสักเรื่องหนึ่งสิ่ง
    ที่ไม่ควรทำก็คือการลงมือไปถ่ายวีดีโอแล้วนำมาตัดต่อเลย
    โดยไม่ได้คิดให้ดีก่อนว่าจะถ่ายทำอย่างไรบ้างเพราะ
    ปัญหาที่มักเกิดขึ้นเสมอก็คือ การไม่ได้ภาพตามที่ต้องการ
    เนื้อหาที่ถ่ายมาไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ต้องการนำเสนอ 
    ในส่วนนี้จึงขอแนะนำแนวคิดในการทำงานวีดีโออย่าง
    มีประสิทธิภาพตรงตามความต้อง ไม่ต้องมาแก้ไขภายหลัง
    โดยมีลำดับแนวคิดในการสร้างสรรค์งานวีดีโอเบื้องต้นดังนี้
                                                                                รูปที่ 2.102แนวคิดในการสร้างงานวีดีโอ
    ระบบโทรทัศน์ในปัจจุบัน
    เนื่องจากงานวีโอส่วนใหญ่ที่เราตัดต่อเรียบร้อยแล้วมักจะต้องนำไปเปิดกับโทรทัศน์
    เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องมีความเข้าใจเรื่องระบบของโทรทัศน์กันพอสมควร



    รูปที่ 2.103ระบบโทรทัศน์ปัจจุบัน
    ระบบโทรทัศน์ที่ใช้อยู่ทั่วไปในโลกนี้มีอยู่ 3 ระบบด้วยกัน ได้แก่
    ▪ระบบ PAL  เป็นระบบที่มีความคมชัดค่อนข้างสูง แต่การเคลื่อนไหวของภาพจะไม่ราบรื่นเท่ากับระบบอื่น ความเร็วในการแสดงผล (Frame Rate) อยู่ที่ 25 เฟรมต่อวินาที ประเทศที่ใช้ระบบนี้ได้แก่ ประเทศแถบยุโรป แอฟริกาใต้ และเอเชียบางประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย
    ▪ระบบ NTSC เป็นอีกระบบหนึ่งที่มีความนิยมสูง แม้จะมีความชัดสู้ระบบ PAL ไม่ได้ แต่การเคลื่อนไหวจะราบรื่นกว่า การแสดง Frame Rate อยู่ที่ 29.79 เฟรมต่อวินาที นิยมใช้ในแถบประเทศอเมริกาและประเทศญี่ปุ่น
    ▪ระบบ SECAM เป็นระบบที่ใช้กันอยู่ในแถบแอฟริกาเหนือ ประเทศโซนตะวันออกกลางและ
    ฝรั่งเศส  การแสดง   Frame Rate  อยู่ที่ 25 เฟรมต่อวินาที เช่นกัน มีความคมชัดสูง
    และการเคลื่อนไหวของภาพราบรื่น
    ความละเอียดของภาพ (Resolution  )
    ความละเอียดของภาพคือส่วนที่บอกว่าวีดีโอของเราที่ออกมานั้นจะมีคุณภาพ และความคมชัดมากน้อยเพียงใด ค่า Resolution  นี้จะเป็นตัวเลขแสดงขนาดความยาวต่อความกว้างของหน้าจอ ซึ่งจะมีขนาดแตกต่างกันออกไปดังต่อไปนี้
    ลักษณะงาน Resolution (ความยาว x ความกว้าง)
    VCD 352 x 288 (PAL) , 352 x 240 (NTSC)
    SVCD 480 x 576 (PAL),  480 x 480 (NTSC)
    DVD 720 x 576 (PAL), 720 x 480  (NTSC)





    รูปที่ 2.104ความละเอียดของภาพ



    รูปที่ 2.105เขียน Storyboard รูปที่ 2.106 เตรียมองค์ประกอบต่างๆ




    รูปที่ 2.107  ตัดต่องานวีดีโอ รูปที่ 2.108ใส่เอฟเฟ็กต์ตัดต่อเสียง

    รูปที่ 2.109แปลงวีดีโอ เพื่อนำไปใช้งานจริง

    ขั้นตอนที่ 1 การเขียน Storyboard
    สิ่งแรกที่เราควรเรียนรู้ก่อนสร้างงานวีดีโอก็คือ การเขียน Storyboard ซึ่งก็คือ การจินตนาการฉากต่างๆ ขึ้นมาก่อนที่จะไปถ่ายทำจริง สำหรับการทำภาพยนตร์ทั่วไปนั้นจะมีการเขียน Storyboard ก่อนเสมอ เพื่อจะทำให้ฉากและภาพที่มีองค์ประกอบต่างๆตรงตาม
    ความต้องการมากที่สุด และเพื่อป้องกันการตกหล่นในระหว่างถ่ายทำ เพราะถ้าต้องมาถ่ายซ่อม
    ทีหลังนั้นก็ไม่สะดวก







    รูปที่ 2.110ลองวาด Storyboard อย่างง่ายๆ เพื่อกำหนดลำดับฉาก และมุมกล้องที่ต้องการ
    ในการเขียน Storyboardของเรานั้นอาจจะใช้วิธีง่ายๆไม่จำเป็นต้องถึงขนาดวาดภาพก่อนเพียงแค่เขียนวัตถุประสงค์ของงานให้ชัดเจนว่าต้องการสื่ออะไร หรือเป็นงานประเภทไหน จากนั้น
    ดูว่าเราต้องการภาพอะไรบ้าง เขียนออกมาเป็นฉากๆ เรียงลำดับ 1,2,3,4ไปเรื่อยๆ
    ตัวอย่างเช่น ถ้าเรารับอาสาไปถ่ายวีดีโองานแต่งงาน เราก็ควรจะไปคุยกับเจ้าภาพงานเสียก่อนว่าจะมีกิจกรรมอะไรที่สำคัญบ้าง  ในช่วงเวลาใด จากนั้นเราก็มาสรุปว่าจะต้องถ่ายภาพบรรยากาศอะไรภายในงานบ้าง ซึ่งจะทำให้เราได้ภาพบรรยากาศครบถ้วน ตรงตามวัตถุประสงค์ทั้งหมด

    ขั้นตอนที่ 2 เตรียมองค์ประกอบต่างๆที่ต้องใช้
    ในการทำงานวีดีโอเราจำเป็นต้องเตรียมองค์ประกอยต่างๆไม่ว่าจะเป็นไฟล์วีดีโอ
    ไฟล์เสียงดนตรีให้พร้อม เพื่อช่วยให้การทำงานของเรารวดเร็วยิ่งขึ้น




    รูปที่ 2.111เตรียมวัตถุดิบโดยการลง มือถ่ายทำ
    ไฟล์วีดีโอจากภาพยนตร์ สารคดีหรือ ข่าว
    หากเรามีภาพยนตร์ สารคดีหรือข่าว เราสามารถนำมาใช้ตัดต่อได้โดยอาจจะต้องมีการแปลงไฟล์บ้างเช่น ถ้าเป็นภาพยนตร์ที่มาจากแผ่นวีซีดีหรือดีวีดี ก็นำมาแปลงเป็นไฟล์
    ที่สามารถใช้ตัดต่อได้เสียก่อน  ซึ่งในโปรแกรม VideoStudiov.11 ก็มีฟังก์ชันช่วยในการแปลงภาพยนตร์เหล่านี้ด้วย
    ส่วนสารคดีหรือข่าวที่อยู่ในโทรทัศน์ เราก็สามารถนำมาใช้ได้โดยการ
    ต่อสายสัญญาณออกจากทีวีมาเข้าที่การ์ดสำหรับนำเข้าวีดีโอในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา แล้วทำการบันทึก

    การถ่ายทำวีดีโอเอง 
    แหล่งข้อมูลที่สำคัญที่สุดคือการไปถ่ายทำเอง เมื่อได้จัดทำ Storyboard เรียบร้อย
    ก็ลงมือถ่ายทำได้เลย

    การเตรียมไฟล์เสียงและการบรรยาย
    องค์ประกอบต่อมาก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องของเสียง เพราะเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจงานวีดีโอของเราดนตรีที่ใช้ในงานวีดีโอนั้นอาจได้มาจากไฟล์ MP3
    ที่เรามีอยู่ก็ได้ ส่วนเสียงบรรยายนั้นเราต้องบันทึกลงไปในคอมพิวเตอร์เอง
    ขั้นตอนที่3 การตัดต่อวีดีโอ (ให้สอดคล้องกับ Storyboard)
    ขั้นต่อมาก็คือการนำองค์ประกอบต่างๆ ที่เตรียมไว้มาตัดต่อเป็นวีดีโอ งานวีดีโอจะออกมาดีน่าสนใจเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับการตัดต่อเป็นสำคัญ





    รูปที่ 2.112การตัดต่อวีดีโอโดยใช้โปรแกรม VideoStudio v.11
    ขั้นตอนที่ 4 ใส่เอฟเฟ็กต์/ตัดต่อสียง
    ก่อนที่จะจบขั้นตอนการตัดต่อ เราควรตกแต่งงานวีดีโอด้วยเทคนิคพิเศษต่างๆไม่ว่าจะเป็นการเล่นสี การใส่ข้อความ หรือเสียงดนตรี ซึ่งจะช่วยให้งานเรามีสีสัน และน่าติดตามมากขึ้น
    ขั้นตอนที่ 5 แปลงวีดีโอเพื่อนำไปใช้งานจริง
    ขั้นตอนสุดท้ายในการทำงานวีดีโอก็คือ การทำงานที่เราได้ทำเรียบร้อยแล้วนั้นไปใช้งาน ซึ่งในโปรแกรมVideoStudiov.11นั้น สามารถทำได้หลายรูปแบบ เช่น ทำเป็น วีซีดี ดีวีดี หรือ
    เป็นไฟล์ WMV สำหรับนำเสนอทางอินเทอร์เน็ต




    รูปที่ 2.113ผลงานที่เสร็จเรียบร้อยแล้ว สามารถนำเสนอได้หลายรูปแบบ


    เครื่องมือสำหรับงานตัดต่อวีดีโอ
    ก่อนเริ่มลงมือนำเข้าวีดีโอเข้ามาในเครื่อง และเริ่มตัดต่อไฟล์วีดีโอด้วยโปรแกรม Ulead  VideoStudiov.11ส่วนนี้เป็นอุปกรณ์ต่างๆที่เราควรเตรียมให้พร้อมสำหรับงานตัดต่อวีดีโอ
    เครื่องคอมพิวเตอร์
    เครื่องคอมพิวเตอร์ที่เหมาะสมในการนำมาใช้สำหรับตัดต่อวีดีโอควรมีสเป็คเครื่องขั้นต่ำดังนี้


    รูปที่ 2.114คอมพิวเตอร์
    ซีพียู แนะนำ Pentium 3 ความเร็ว 700MHzขึ้นไป
    แรมหรือหน่วยความจำ ขนาด 256 MB ขึ้นไป (แนะนำว่าควรใช้ที่มีขนาด 512 MB 
    เป็นอย่างต่ำ เพื่อให้การตัดต่อวีดีโอทำได้รวดเร็วขึ้น)
    ฮาร์ดดิสก์ 600MB สำหรับการติดตั้งโปรแกรม Ulead  VideoStudiov.11และ5 GB สำหรับ
    ใช้เก็บไฟล์วีดีโอสำหรับการตัดต่อ (ขนาดของพื้นที่ว่างที่ต้องการจะขึ้นอยู่กับความยาวของวีดีโอ
    ที่เราต้องการนำมาตัดต่อยิ่งยาวมาก พื้นที่ฮาร์ดดิสก์ก็ต้องมากขึ้น  เพื่อจะเพียงพอในการจัดเก็บข้อมูล)  ระบบปฏิบัติการ แนะนำให้ใช้ Windows XP หรือ Windows 2000 และเลือกสร้างระบบจัดเก็บไฟล์บนฮาร์ดดิสก์เป็น NTFS เพื่อสามารถทำงานร่วมกับไฟล์วีดีโอที่มีขนาดใหญ่เกิน 
    4 GB ได้
    กล้องถ่ายวีดีโอ
    อุปกรณ์ชิ้นต่อมาที่เป็นหัวใจหลักของงานวีดีโอก็คือ กล้องถ่ายวีดีโอนั้นเองในอดีตกล้องถ่ายวีดีโอมีราคาหลักแสนบาทขึ้นไปแต่ปัจจุบันเทคโนโลยีได้ทำให้กล้องถ่ายวีดีโอราคาถูกลงมาเหลือราคาเริ่มต้นเพียงแค่หมื่นกว่าบาทเท่านั้นซึ่งหาซื้อได้ทั่วไป


    รูปที่ 2.115กล้องวีดีโอสำหรับบันทึกภาพวีดีโอเพื่อใช้ในงานตัดต่อ
    การ์ดแคปเจอร์ หรือการ์ดจับภาพวีดีโอ
    เนื่องจากเราจำเป็นต้องนำภาพวีดีโอที่ถ่ายมาเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ เพื่อผ่านกระบวนการตัดต่อแต่เราไม่สามารถที่จะนำวีดีโอจากกล้องเข้ามาที่เครื่องคอมพิวเตอร์โดยตรงได้ จำเป็นจะต้องมีอุปกรณ์ช่วยเป็นเสมือนสื่อกลางในการส่งถ่ายข้อมูล อุปกรณ์ตัวนั้นเราเรียกว่า การ์ดแคปเจอร์ (Capture Card)

    ด้วยการ์ดแคปเจอร์ เราสามมารถแปลงวีดีโอ
    จากกล้องวีดีโอเครื่องเล่นวีดีโอหรือแม้แต่
    รายการทีวีมาที่คอมพิวเตอร์ได้

    รูปที่ 2.116การ์ดแคปเจอร์
    การ์ดแคปเจอร์ในปัจจุบันมีอยู่หลายชนิดด้วยกัน  มีทั้งแบบติดตั้งภายในคอมพิวเตอร์ และแบบภายนอก หารเรามีการ์ดแคปเจอร์ก็สามารถแปลงวีดีโอมาเก็บไว้ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ ไม่ว่า
    จะเป็นภาพจากกล้องวีดีโอ จากเครื่องเล่นวีดีโอเทป หรือแม้แต่ต้องการอัดรายการโปรดของเรา
    ที่ออกอากาศทางทีวีได้

    โปรแกรมตัดต่อวีดีโอ  
    สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งในการตัดต่อวีดีโอก็คือ โปรแกรมสำหรับตัดต่อ ปัจจุบันมีโปรแกรมสำหรับตัดต่อเป็นจำนวนมาก มีทั้งแบบมือสมัครเล่นและแบบมืออาชีพเพื่อรองรับการทำงาน
    ที่หลากหลายมากขึ้นซึ่งจะขอยกตัวอย่างบางโปรแกรมดังนี้




                     โปรแกรมPinnacle Studio




    โปรแกรม Adobe Premiere Pro




    โปรแกรม Sony Vegas





    โปรแกรม Ulead VideoStudio
    รูปที่ 2.117 โปรแกรมตัดต่อวีดีโอ
    ไดร์ฟสำหรับเขียนแผ่นซีดี/ดีวีดี
    อุปกรณ์ชิ้นต่อมาที่เราจำเป็นต้องมี หากต้องการสร้างวีดีโอให้อยู่ในรูปแบบของวีซีดีหรือ
    ดีวีดีนั่นก็คือ ไดร์ฟสำหรับเขียนซีดี หรือไดร์ฟสำหรับเขียนดีวีดี ซึ่งปัจจุบันไดร์ฟทั้งสองประเภท
    มีราคาถูกลงมาก

    คุณสมบัติต่างๆ ที่เราควรทราบเกี่ยวกับงานวีดีโอ
    นอกจากเรื่องอุปกรณ์แล้ว สิ่งสำคัญลำดับต่อมาที่เราควรสร้างเพื่อเตรียมสร้างงาน
    ด้านวีดีโอก็คือคุณสมบัติต่างๆเกี่ยวกับงานด้านนี้ เพื่อจะทำให้เราเกิดความเข้าใจ และสามารถเลือกใช้งานตามความเหมาะสมได้มากที่สุด
    ไฟล์วีดีโอประเภทต่างๆ
    ไฟล์วีดีโอที่ใช้งานอยู่บนเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นมีอยู่หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับมาตรฐานการบีบอัดของวีดีโอประเภทนั้นซึ่งแต่ละประเภทก็จะมีคุณสมบัติหรือความละเอียดของภาพต่างๆ 
    กันไป นอกจากนั้นเมื่อเราสร้างงานวิดีโอเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายก็คือการแปลงงานออกมาให้เป็นไฟล์วีดีโอ ซึ่งหากเราทำความเข้าใจ กับประเภทของไฟล์วีดีโอต่างๆได้ดี ก็จะสามารถเลือกไฟล์วีดีโอที่ต้องการนำเสนอในงานต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมซึ่งโดยทั่วไป มีดังต่อไปนี้
    AVI(Audio Video Interactive)
    เป็นไฟล์วีดีโอที่เป็นมาตรฐานของคอมพิวเตอร์ทั่วไป (ในเครื่องแมคอินทอช จะมีไฟล์วีดีโอมาตรฐานเป็น MOV)ซึ่งไฟล์วีดีโอแบบ AVI นี้จะมีการบีบอัดข้อมูลทำให้ภาพและเสียงคมชัดแต่ไฟล์วีดีโอจะมีขนาดใหญ่มาก และขนาดไฟล์วีดีโอจะขึ้นอยู่กับการกำหนดของเรา หรือเครื่องมือในการจับภาพวีดีโอ
    DV (Digital Video)
    ในกรณีที่เราใช้กล้องดิจิตอลวีดีโอ Digital 8 หรือ MiniDV และจับภาพวีดีโอเข้ามาซึ่งไฟล์ DV นี้จะมีนามสกุลเป็น AVI เช่นเดียวกัน แต่จะมีการกำหนดของขนาด Resolution เท่ากับ 720x576 และค่า Bit rate เท่ากับ 36000 KB/s ซึ่งนับว่ามีขนาดใหญ่มาก เหมาะสำหรับเก็บเป็นไฟล์ต้นฉบับมากกว่า เพราะจะทำให้ได้ภาพที่คมชัดมาสร้างเป็นงานในรูปแบบอื่นๆ เช่น วีซีดี หรือดีวีดี เป็นต้น
    MPEG
    เป็น ฟอร์แม็ตไฟล์วีดีโอที่ถูกบีบอัด ซึ่งได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากมีขนาดเล็ก และมีคุณภาพหลากลายตั้งแต่คมชัดที่สุด ไปจนถึงความละเอียดในระดับที่พอใช้ โดยมีหลายรูปแบบดังนี้
    MPEG 1 เป็นไฟล์วีดีโอที่เหมาะสำหรับใช้เป็นไฟล์พื้นฐานที่จะนำไปสร้างเป็นแผ่น
      ภาพยนตร์วีซีดี มีความละเอียดของภาพปานกลาง
    MPEG 2 เป็นไฟล์วีดีโอที่มีคุณภาพสูง มีความคมชัดของภาพในระดับดี เหมาะสำหรับ
    ไปใช้เป็นต้นฉบับสร้างแผ่นภาพยนตร์ดีวีดี เพราะภาพคมชัดสูงสุดเมื่อเทียบกับไฟล์
     ตระกูล MPEG ด้วยกัน
    MPEG 4 เป็นไฟล์ที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากมีคุณภาพการแสดงผล
    ใกล้เคียงกับดีวีดี แต่มีขนาดไฟล์เล็ก  เหมาะสำหรับนำไปเผยแพร่บนอินเตอร์เน็ต
      ซึ่งปัจจุบันกำลังได้รับความนิยมมากขึ้น ส่วนใหญ่จะรู้จักกันในชื่อของ DivX 
      หรือ XviD
    WVM (Windows Media Video)
    เป็นไฟล์วีดีโอที่ทางบริษัทไมโครซอฟท์ปรับขึ้น เพื่อใช้ร่วมกับระบบปฏิบัติการ Windows โดยจะให้มาเป็นไฟล์วีดีโอมาตรฐานที่ใช้ร่วมกับโปรแกรม WindowsMedia Player ซึ่งปัจจุบัน กำลังได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น
    RM (Streaming RealVideo)
    RM ที่ได้รับการพัฒนาจากบริษัท Real  Networkเป็นรูปแบบไฟล์วีดีโอที่ใช้เผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต หรือที่เรียกว่า Streaming ซึ่งจะมีความคมชัดของภาพและเสียงต่ำ เพื่อให้เหมาะสำหรับ การเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต
    MOV
    MOV เป็นไฟล์วีดีโอที่ใช้ร่วมกับโปรแกรม Quick Time ผลิตเพื่อใช้กับเครื่อง Apple เป็นหลักแต่ก็สามารถทำงานร่วมกับ Windows ได้ด้วย
    DivX 
    เป็นรูปแบบการบีบอัดวีดีโอที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากไฟล์วีดีโอ 
    ที่ได้มีขนาดเล็ก และคุณภาพที่ได้อยู่ในระดับดีมาก ใกล้เคียงกับภาพยนตร์ จากแผ่นดีวีดี โดย DivX  เป็นรูปแบบวีดีโอที่ได้มาจากการนำไฟล์วีดีโอดีวีดีมาบีบอัด ซึ่งเราเรียกไฟล์ฟอร์แม็ตที่นำมาทำเป็น DivX  ว่าMPEG 4 นั่นเอง แต่ว่าส่วนใหญ่ยังสามารถเล่นได้บนคอมพิวเตอร์เท่านั้น ยังมีเครื่องเล่น
    วีซีดี/ดีวีดี ที่รองรับไฟล์นี้มามากนัก



    XviD
                  มีรูปแบบการพัฒนาที่คล้ายคลึงกับ DivX แตกต่างกันที่ XviD เป็นแบบ Open Source หรือเป็นของฟรีนั่นเอง สามารถนำไปพัฒนาเพิ่มเติมต่อได้ไฟล์วีดีโอทั้งแบบ DivX และ XviD นั้นจะมีนามสกุล .AVI โดยการเล่นไฟล์วีดีโอบนเครื่อง
    มาตรฐานวีดีโอประเภทต่างๆ
    หลังตัดต่อ/ปรับไฟล์วีดีโอเรียบร้อยแล้ว วีดีโอจะถูกปรับแต่งและสร้างออกมาในรูปแบบมาตรฐานต่างๆดังต่อไปนี้ ซึ่งเป็นมาตรฐานวีดีโอที่สามารถเปิดเล่นได้ทั้งบนคอมพิวเตอร์ และเครื่องเล่นวีซีดี/ดีวีดีทั่วไป

    VCD
    เป็นไฟล์วีดีโอที่ถูกจัดเก็บในมาตรฐาน MPEG -1 มีค่าResolution และ Bit rate ไม่สูงนัก ทำให้ไฟล์มีขนาดเล็กสามารถบรรจุภาพยนตร์ 1 เรื่องลงไปใน
    แผ่นซีดี 2 แผ่นได้เป็นมาตรฐานที่บ้านเราก็ยังคงใช้กันอยู่ในปัจจุบัน แต่ในอนาคตไม่ไกลนี้ก็อาจจะไม่ใช้
    แล้วก็ได้ เพราะจะถูกแทนที่ด้วยระบบดีวีดี

    DVD เป็นไฟล์วีดีโอที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ   เพราะราคาแผ่นและไดร์ฟเขียนดีวีดีก็ถูกลงมามากแล้วมีความคมชัดกว่าวีซีดี และSVCD  เพราะแม้จะใช้มาตรฐานMPEG -2 เช่นเดียวกับ SVCD แต่มีค่า Resolution , Bit rate และ Fps สูงกว่า แถมขนาดของแผ่นก็มีความจุถึง4.7 GB ทำให้ สามารถเก็บภาพยนตร์ที่มีมาตรฐาน  MPEG –2ได้ทั้งเรื่อง



    SVCD  (Super Video Compact Disc)
    เป็นมาตรฐานใหม่ของการเล่นไฟล์วีดีโอที่เพิ่มมาจากวีซีดี หรือรูปแบบมาตรฐาน MPEG -1 แต่เป็นมาตรฐานในรูปแบบของ MPEG -2 ซึ่งส่วนเพิ่มเติมนี้เอง ที่ทำให้ไฟล์ มีคุณภาพสูงกว่าวีซีดี เพราะมีค่าResolution , Bit rate และ Fps สูงกว่าวีซีดี ทำให้ไฟล์ภาพยนตร์ 1 เรื่องต้องใช้แผ่นซีดีถึง 3 แผ่น และที่สำคัญก็คือ SVCD  ไม่ได้รับการยอมรับมากนัก เพราะถูกตีตลาดด้วยระบบดีวีดีนั่นเอง (แต่ในกรณีที่เราไม่มีเครื่องเขียนดีวีดี แต่ต้องการงานที่มีคุณภาพสูงก็สามารถใช้เครื่องซีดีเขียนเป็นระบบ SVCD ได้

    ระบบต่างๆ อัตรา Frame Rate (fps)
    ฟิล์มภาพยนตร์ทั่วไป 24/s.
    โทรทัศน์ระบบ PAL 25/s.
    โทรทัศน์ระบบ NTSC 29.79/s.
    รูปที่ 2.118 มาตรฐานวีดีโอประเภทต่างๆ
    ความเร็วในการแสดงภาพ (Frame Rate)
    ความเร็วในการแสดงภาพที่เราใช้ในภาพยนตร์นั้น จะมีหน่วยเป็นภาพต่อวินาที ซึ่งเราเรียกว่า Frame Rate โดยความเร็วในการแสดงภาพที่จะทำให้เกิดภาพเคลื่อนไหวนั้นอย่างน้อยจะต้องมี Frame Rateประมาณ 7-10 ภาพต่อวินาที (fps : Frame per Second)ซึ่งภาพยนตร์การ์ตูนสมัยก่อนจะใช้ต่อเนื่องแสดงการเคลื่อนไหวอยู่ประมาณ 12 เฟรมต่อวินาที ปัจจุบันการแสดงภาพ
    ที่ใช้เป็นภาพยนตร์จะมีFrame Rate อยู่ที่ประมาณ 24 เฟรมต่อวินาที นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับการกำหนดในแต่ละระบบที่ได้กล่าวถึงข้างต้นด้วย

    รูปที่ 2.119 ความเร็วในการแสดงภาพ
    อัตราการส่งข้อมูล (Data Rate)
    อัตราการส่งข้อมูลเป็นความเร็วในการส่งข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ภายใน 1 วินาที (เช่นเดียวกับคำว่า  Bit Rate  ซึ่งเป็นความไวในการส่งข้อมูลเช่นกัน) การกำหนด Data Rate นี้
    หากเรากำหนดให้มีขนาดใหญ่ก็จะทำให้คุณภาพของภาพดีไปด้วย แต่ข้อเสียก็คือจะกินเนื้อที่
    ในฮาร์ดดิสก์มากตามไปด้วย (ในกรณีที่เรามีเนื้อที่มากพอก็คงไม่มีปัญหา เมื่อทำงานเสร็จแล้ว
    ก็สามารถลบทิ้งภายหลังได้)
    การบีบอัดข้อมูล(Compression)
    ไฟล์วีดีโอเป็นการแสดงภาพที่มีความต่อเนื่องจำนวนมากอย่างรวดเร็ว ทำให้การเก็บหรือการบันทึกไฟล์วิดีโอ  ลงในฮาร์ดดิสก์ก็ต้องใช้พื้นที่จำนวนมากด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงต้องมีการ
    บีบอัดข้อมูล (Compression)เพื่อทำให้ขนาดของไฟล์เล็กลงหรือเรียกว่า “ระบบเข้ารหัส (Codec)”ไฟล์วีดีโอที่มีการเข้ารหัสที่เราได้ยินบ่อยๆก็คือ MPEG –1, MPEG –2, MPEG –4หรือDivXเป็นต้น
    การเข้ารหัสให้กับภาพยนตร์นี้ สามารถทำได้โดยใช้ฮาร์ดแวร์และซอฟแวร์ตัวอย่างของฮาร์ดแวร์เช่น การ์ดแคปเจอร์ทั่วไป ซึ่งมีฟังก์ชันในการเข้ารหัสอยู่แล้ว (บีบอัดข้อมูลขณะนำไฟล์วีดีโอเข้ามาในคอมพิวเตอร์)ซอฟแวร์จะเป็นโปรแกรมที่ใช้บีบอัดไฟล์ที่อยู่ในคอมพิวเตอร์แล้ว 
    ได้ Panasonic Encoder, Window Media  Encoder ,  MpegDJ  Encoder , Xing Mpeg  Encoder 
    เป็นต้นซึ่งเราส่ามารถดาวน์โหลดได้ตามเว็บไซต์ของโปรแกรมต่างๆ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น